คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ตัวเลขที่สะดุดตาคือ มีผู้ประสบปัญหารวม 29,684 ราย จากข้อมูลของ 15 หน่วยงาน แบ่งเป็นผู้หญิง 24,485 ราย ผู้ชาย 5,155 ราย และเพศอื่น ๆ 44 ราย นั่นหมายความว่าผู้หญิงคิดเป็นประมาณ 82.5% ของผู้ที่ถูกบันทึกไว้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 29,684 รายไม่ควรถูกอ่านว่าเป็น “จำนวนคดีอาญา” หรือใช้สรุปตรง ๆ ว่าเป็นอัตราความรุนแรงของประชากรไทยทั้งประเทศ เพราะรายงานนี้รวมข้อมูลจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ต่างกัน ทั้งการรับแจ้ง การรักษาพยาบาล การคุ้มครองทางสังคม และกระบวนการยุติธรรม การนับของแต่ละระบบจึงอาจไม่เหมือนกัน และผู้ที่เผชิญเหตุจำนวนมากอาจขอความช่วยเหลือโดยไม่เดินต่อไปถึงขั้นร้องทุกข์หรือฟ้องคดี

ช่องว่างนี้เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับข้อมูลในกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีความรุนแรงในครอบครัว 168 คดี โดย 162 คดีมีการร้องทุกข์และ 6 คดีไม่ร้องทุกข์ สำนักงานอัยการสูงสุดมีคดีเข้าสู่ชั้นพนักงานอัยการ 284 คดี ส่วนศาลยุติธรรมมีคดีฟ้องต่อศาลโดยตรง 257 คดี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ขั้นตอนต่อเนื่องของคดีชุดเดียวกัน จึงนำมาบวกหรือคำนวณเป็นอัตราส่งต่อไม่ได้ แต่ช่วยชี้ว่าระบบยังไม่มีภาพเดียวที่ติดตามเส้นทางตั้งแต่ขอความช่วยเหลือจนถึงการคุ้มครองและยุติธรรมได้ครบถ้วน

รายงานระบุว่า ความรุนแรงทางร่างกายพบมากที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องสำคัญ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ขณะที่สถานที่เกิดเหตุมักเป็นพื้นที่ส่วนตัว เช่น บ้าน บ้านเช่า หรือคอนโดมิเนียม จุดนี้ทำให้การสังเกตและเข้าถึงความช่วยเหลือยากกว่าเหตุที่เกิดในพื้นที่สาธารณะ และยิ่งตอกย้ำว่าช่องทางขอความช่วยเหลือต้องปลอดภัย เข้าถึงง่าย และไม่ทำให้ผู้แจ้งเสี่ยงเพิ่ม

เหตุที่เรื่องนี้กลับมาเป็นกระแสในวันที่ 28 ตุลาคม ไม่ใช่เพราะมีเหตุรุนแรงรายใหม่ แต่เพราะรัฐบาลเพิ่งเปิดเผยภาพรวมระดับประเทศย้อนหลัง และยอมรับโดยนัยว่าข้อมูลกระจัดกระจายยังเป็นปัญหา พม. จึงเสนอแนวทาง 5 ด้าน ได้แก่ สร้างฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการรายงานเดียวกัน บูรณาการการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน ยกระดับบริการคุ้มครองและฟื้นฟู รวมถึงพัฒนากฎหมาย ความรู้ และทักษะบุคลากร

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง เรื่องแรกคือฐานข้อมูลกลางจะออกแบบให้ติดตามกรณีได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวหรือทำให้ผู้เสียหายถูกระบุตัวหรือไม่ เรื่องที่สองคือการจัดการรายกรณีจะเชื่อมตำรวจ โรงพยาบาล บ้านพักปลอดภัย นักสังคมสงเคราะห์ และความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างไร และเรื่องที่สามคือรัฐบาลจะกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ เช่น ระยะเวลารอคุ้มครอง การส่งต่อสำเร็จ และการเกิดเหตุซ้ำ แทนการรายงานเพียงจำนวนผู้มาติดต่อได้หรือไม่

หลัง ครม. รับทราบ รายงานจะถูกเสนอต่อรัฐสภาตามที่กฎหมายกำหนด ขั้นตอนนั้นอาจเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบทั้งนิยาม วิธีนับ และงบประมาณของมาตรการทั้ง 5 ด้าน สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญเหตุหรือพบเห็นผู้เสี่ยงอันตราย ศูนย์ช่วยเหลือสังคมสายด่วน 1300 ของกระทรวง พม. เป็นหนึ่งในช่องทางขอคำปรึกษาและประสานความช่วยเหลือ ส่วนกรณีฉุกเฉินควรติดต่อ 191 ทันที

ข่าวนี้จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงตัวเลข “เกือบสามหมื่นราย” ประเด็นสำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้คนหนึ่งคนไม่ต้องเล่าเหตุซ้ำหลายครั้งกับหลายหน่วยงาน และไม่หลุดออกจากระบบระหว่างการขอความช่วยเหลือ การมีฐานข้อมูลมากขึ้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเปลี่ยนเป็นการคุ้มครองที่เร็ว ปลอดภัย และต่อเนื่องจริง