ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ผู้ใช้รถจะเห็นราคาน้ำมันสองชนิดลดลง ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลด 2.19 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ลด 3.69 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกอ้างอิงของทั้งสองชนิดอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร ตามผลการปรับกลไกภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม

ตัวเลขที่ต้องแยกให้ออกคือ “ภาษีที่ลด” กับ “ราคาหน้าปั๊มที่ลด” ไม่เท่ากัน ภาษีสรรพสามิต E20 ถูกลดลงราว 5.64 บาทต่อลิตร ขณะที่ B20 ลดลงราว 5.52 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกไม่ได้ลดเต็มจำนวนดังกล่าว เพราะมีการปรับอัตราชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กัน เพื่อลดภาระที่กองทุนแบกรับอยู่

## ภาษีใหม่เป็นเท่าไร

[กรมสรรพสามิตผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย](https://www.thaigov.go.th/th/news/170569) ระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ E20 ลดจาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร

มาตรการมีผลเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มกราคม 2570 และยังคงองค์ประกอบราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าไว้ตามเดิม การลดครั้งนี้จึงเกิดในส่วนของภาษีสรรพสามิต ไม่ได้ยกเลิกกลไกราคาคาร์บอน

หากหาผลต่างจากอัตราก่อนและหลังมาตรการ ภาษี B20 ลดลง 5.522 บาทต่อลิตร และ E20 ลดลง 5.642 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับถ้อยแถลงหลังประชุม ครม. ที่สื่อหลายแห่งรายงานเป็นตัวเลขกลมประมาณ 5.50 บาทสำหรับ B20 และ 5.60 บาทสำหรับ E20

## ทำไมราคาหน้าปั๊มลดน้อยกว่าภาษี

[มติชน](https://www.matichon.co.th/economy/news_5950554) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันสำหรับ B20 โดยลดการชดเชยลง 2.58 บาทต่อลิตร เหลือชดเชย 5.86 บาทต่อลิตร ส่วน E20 ลดการชดเชยลง 3.75 บาทต่อลิตร เหลือชดเชย 2.08 บาทต่อลิตร

ผลสุทธิคือ ภาษีที่รัฐจัดเก็บลดลง แต่ในอีกด้านกองทุนน้ำมันก็จ่ายชดเชยน้อยลง ส่วนต่างที่เหลือจึงส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก ทำให้ E20 ลดจริง 2.19 บาทต่อลิตร และ B20 ลดจริง 3.69 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ลดเต็ม 5 บาทกว่าตามตัวเลขภาษี

นี่เป็นจุดที่ผู้บริโภคควรระวังเวลาอ่านพาดหัว เพราะคำว่า “ลดภาษี 5.60 บาท” ไม่ได้แปลว่าเลขบนป้ายราคาหน้าสถานีบริการจะลดลง 5.60 บาทเสมอไป ราคาขายปลีกยังประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษีหลายประเภท เงินกองทุน ค่าการตลาด และกลไกอื่นที่เปลี่ยนแปลงได้

## ทำไมรัฐบาลเลือกเฉพาะ E20 และ B20

รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องการบรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนเชื้อเพลิงที่เชื่อมโยงกับผลผลิตการเกษตรไทย E20 มีเอทานอลซึ่งผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วน B20 มีไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม การทำให้เชื้อเพลิงสองชนิดนี้มีส่วนต่างราคาที่จูงใจมากขึ้น อาจเพิ่มความต้องการวัตถุดิบจากเกษตรกร

[Thai PBS](https://www.thaipbs.or.th/news/content/571720) รายงานในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการมีระยะเวลา 3 เดือนและคงราคาคาร์บอนไว้ โดยกรมสรรพสามิตชี้ว่ากองทุนน้ำมันมีภาระชดเชยสูง รัฐบาลจึงใช้กลไกภาษีช่วยแบ่งเบาภาระ แต่จำกัดการช่วยเหลือไว้ที่เชื้อเพลิงบางประเภท

สำหรับ B20 กลุ่มผู้ใช้หลักส่วนหนึ่งเป็นรถบรรทุก รถเชิงพาณิชย์ และเครื่องจักรที่ผู้ผลิตรับรอง ขณะที่ E20 ใช้ได้กับรถยนต์เบนซินที่ระบุว่ารองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้ ผู้ขับขี่ไม่ควรเปลี่ยนชนิดน้ำมันเพียงเพราะราคาถูกลงโดยไม่ตรวจคู่มือรถ สติกเกอร์ที่ฝาถัง หรือคำแนะนำของผู้ผลิตก่อน

## ใครได้ประโยชน์ และใครอาจไม่เห็นผลโดยตรง

เจ้าของรถที่รองรับ E20 หรือ B20 จะเห็นผลโดยตรงจากราคาขายปลีกใหม่ ส่วนเกษตรกรอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันอาจได้ประโยชน์ทางอ้อมหากยอดใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นจริง ภาคขนส่งที่ใช้ B20 ได้ก็อาจมีต้นทุนลดลง แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมันและความสามารถของรถแต่ละประเภท

ผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นไม่ได้รับส่วนลดจากมตินี้โดยตรง ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ชนิดอื่น และดีเซลประเภทอื่นยังขึ้นกับโครงสร้างราคาและประกาศของผู้ค้า จึงไม่ควรเหมารวมว่าราคาน้ำมันทุกชนิดลดลงพร้อมกัน

## สิ่งที่ต้องจับตาใน 3 เดือน

ประเด็นแรกคือ ยอดใช้ E20 และ B20 จะเพิ่มขึ้นมากพอช่วยเกษตรกรตามเป้าหมายหรือไม่ ประเด็นที่สองคือ ภาระกองทุนน้ำมันจะลดลงเท่าใดเมื่อการชดเชยต่อหน่วยลดลง และประเด็นที่สามคือ ราคาน้ำมันดิบโลกกับค่าการตลาดจะเปลี่ยนจนกลบผลของมาตรการหรือไม่

ประชาชนควรตรวจราคาจริงของแต่ละสถานีในวันที่เติม เพราะราคาที่ประกาศเป็นราคาอ้างอิงและอาจแตกต่างตามพื้นที่ ผู้ค้า และเวลาปรับราคา ที่สำคัญ มาตรการนี้มีวันสิ้นสุดชัดเจนในวันที่ 27 มกราคม 2570 หากรัฐบาลไม่ต่ออายุ ภาษีและโครงสร้างราคาจะต้องถูกทบทวนอีกครั้ง การตัดสินว่ามาตรการสำเร็จจึงควรดูทั้งเงินที่ผู้ใช้รถประหยัดได้ ยอดใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ รายได้เกษตรกร และฐานะของกองทุนน้ำมันร่วมกัน