โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” เปิดรับลงทะเบียนแล้ว โดยรัฐบาลกำหนดกรอบสนับสนุนรวม 50,000 ล้านบาท ตั้งเป้าให้ครัวเรือนไทยไม่เกิน 1 ล้านรายเข้าถึงระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา ผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งรายละ 50,000 บาท พร้อมมีทางเลือกขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยตามเงื่อนไข
กำหนดการที่ประกาศไว้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570 ผ่านระบบของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงสำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ หลังลงทะเบียน ผู้สมัครต้องผ่านการสำรวจและประเมินขนาดติดตั้งภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ยื่นขอเชื่อมต่อระบบภายใน 31 สิงหาคม และเชื่อมต่อให้สำเร็จภายใน 30 กันยายน 2570
ผู้สมัครต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และชื่อผู้ขอรับสิทธิต้องตรงกับชื่อเจ้าของมิเตอร์ กำหนดหนึ่งคนต่อหนึ่งมิเตอร์และรับเงินสนับสนุนได้เพียงครั้งเดียวตลอดโครงการ ระบบที่ติดตั้งต้องมีขนาด 5–10 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และต้องติดตั้งโดย กฟน., กฟภ. หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า
ความสนใจต่อโครงการเพิ่มขึ้นรวดเร็วหลังรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมว่า มีผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 56,000 ราย ปัจจัยสำคัญคือเงินสนับสนุน 50,000 บาทช่วยลดต้นทุนเริ่มต้น ขณะที่ครัวเรือนสามารถใช้ไฟที่ผลิตได้เองเพื่อลดค่าไฟ และนำไฟส่วนเกินออกขายเข้าระบบได้ การไฟฟ้ารับซื้อส่วนเกินไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยตามกรอบที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 2.20 บาทไม่ใช่อัตราที่นำไปหักกับค่าไฟทุกหน่วยแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ระบบเป็นลักษณะ Net Billing คือบ้านใช้ไฟที่ผลิตได้เองก่อน ส่วนที่เหลือจึงขายเข้าระบบในราคาที่กำหนด ผลตอบแทนจริงจึงขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ไฟช่วงกลางวัน ทิศทางและสภาพหลังคา ขนาดระบบ สภาพอากาศ ต้นทุนส่วนที่เกินเงินสนับสนุน รวมถึงค่าใช้จ่ายดูแลอุปกรณ์
ผู้ที่ไม่กู้เงิน เมื่อผ่านขั้นตอนและเชื่อมต่อระบบแล้วจะได้รับเงินสนับสนุนผ่านพร้อมเพย์ ส่วนผู้ใช้สินเชื่อยังได้รับเงินสนับสนุนจำนวนเดียวกัน แต่เงินจะโอนไปยังธนาคาร และผู้เข้าร่วมรับภาระเฉพาะส่วนต่างตามหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน รัฐบาลระบุว่ามีธนาคารรัฐสามแห่งรองรับ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยเงื่อนไขสินเชื่อต้องตรวจสอบกับแต่ละธนาคารโดยตรง
อีกเงื่อนไขที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งต้องมีวันที่ตั้งแต่วันเปิดลงทะเบียนเป็นต้นไป และผู้เข้าร่วมไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายเดียวกันตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 ซ้ำกับโครงการนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าร่วมได้ แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟของบัตรสวัสดิการกับมิเตอร์ที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 20 ปีหลังเชื่อมต่อสำเร็จ
ด้านความปลอดภัย ผู้สมัครควรเลือกเฉพาะผู้ติดตั้งที่ขึ้นทะเบียน ตรวจสอบมาตรฐานแผงและอินเวอร์เตอร์ สัญญารับประกันอุปกรณ์ ผลงานติดตั้ง และบริการหลังการขาย รัฐบาลระบุว่าผู้ให้บริการต้องใช้สัญญามาตรฐานและวางหนังสือค้ำประกันธนาคาร 50,000 บาทต่องานเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อคุ้มครองการส่งมอบตามกำหนด แต่เจ้าของบ้านยังควรอ่านรายละเอียดราคาและความรับผิดชอบในสัญญาด้วยตนเอง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือจำนวนผู้ผ่านคุณสมบัติจริง ความเร็วในการสำรวจและเชื่อมต่อระบบ ความพร้อมของช่างและอุปกรณ์มาตรฐาน ตลอดจนความสามารถของโครงข่ายในแต่ละพื้นที่ รัฐบาลประเมินว่าโครงการอาจลดภาระค่าไฟรวมได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี แต่ผลจริงจะขึ้นอยู่กับการติดตั้งสำเร็จ การผลิตไฟ และพฤติกรรมใช้พลังงานของแต่ละครัวเรือน ผู้สนใจจึงควรเริ่มจากตรวจชื่อเจ้าของมิเตอร์และประเมินหลังคา ก่อนตัดสินใจทำสัญญาหรือกู้เงิน



