กล่องพัสดุเร่งด่วนระหว่างประเทศ 5 กล่องที่สำแดงสินค้าเป็น “เข็มขัดหนัง” กลายเป็นคดีค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเต่าโคลนและเต่ามัสก์รวม 473 ตัว ทั้งที่ยังมีชีวิตและเป็นซาก ภายในคลังสินค้าขาเข้าเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยรายละเอียดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า เหตุเกิดวันที่ 3 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่าสุวรรณภูมิร่วมกับกรมศุลกากร ด่านตรวจประมง ตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่คลังสินค้า ตรวจพัสดุที่มีต้นทางจากเม็กซิโก หลังการวิเคราะห์ความเสี่ยงและภาพเอกซเรย์พบความผิดปกติ

ข้อมูลจากฝ่ายศุลกากรที่สื่อไทยรายงานระบุว่า ของกลางแบ่งเป็นเต่าในสกุล Kinosternon 461 ตัว และเต่ามัสก์เม็กซิกันในสกุล Staurotypus อีก 12 ตัว รวม 473 ตัว มูลค่าประเมินประมาณ 1.443 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จำนวนที่ยังมีชีวิต จำนวนซาก และชนิดย่อยที่แน่นอนของเต่าแต่ละตัว ยังไม่มีรายละเอียดครบถ้วนในประกาศเบื้องต้น จึงไม่ควรสรุปเกินข้อมูลว่าทุกตัวเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์ระดับเดียวกัน

เหตุที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนเต่ามากผิดปกติ แต่เพราะวิธีสำแดงสินค้าเป็นเข็มขัดหนังสะท้อนความพยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบในระบบขนส่งด่วนระหว่างประเทศ และทำให้ไทยอาจถูกใช้เป็นปลายทางหรือทางผ่านของตลาดสัตว์เลี้ยงหายาก เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบต่อว่าผู้ส่ง ผู้รับ และผู้เกี่ยวข้องเป็นใคร สินค้ามีปลายทางสุดท้ายที่ใด และเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นหรือไม่

เต่ากลุ่มนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาไซเตส หรือ CITES ซึ่งกำกับการค้าระหว่างประเทศของสัตว์และพืชป่าเพื่อไม่ให้การค้าคุกคามการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ บัญชีปัจจุบันของ CITES ระบุว่าเต่า Kinosternon ส่วนใหญ่อยู่ในบัญชีภาคผนวก II ขณะที่ Kinosternon cora และ Kinosternon vogti อยู่ในภาคผนวก I ส่วน Staurotypus salvinii และ Staurotypus triporcatus อยู่ในภาคผนวก II

การอยู่ในบัญชี CITES ไม่ได้หมายความว่าการค้าทุกกรณีผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่การนำเข้า ส่งออก หรือส่งต่อระหว่างประเทศต้องมีใบอนุญาตและเอกสารตามระดับการคุ้มครอง รวมทั้งต้องผ่านกฎหมายของประเทศต้นทางและปลายทาง คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญที่การสำแดงเท็จและการนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาตตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ ไม่ใช่เพียงการพบเต่าอยู่ในพัสดุเท่านั้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เห็นว่าการกระทำอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดำเนินคดีแล้ว

สำหรับเต่าที่ยังมีชีวิต กรมอุทยานฯ ระบุว่าจะส่งให้กลุ่มงานดูแลสุขภาพสัตว์ป่าตรวจรักษาและดูแลตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ขั้นตอนนี้สำคัญเพราะการขนส่งในกล่องปิดเป็นเวลานานอาจทำให้สัตว์ขาดน้ำ เครียด หรือได้รับบาดเจ็บ แต่ประกาศยังไม่ระบุอัตรารอด สภาพสุขภาพรายตัว หรือแผนส่งคืนประเทศต้นทาง

สิ่งที่ต้องติดตามต่อมีอย่างน้อยสี่เรื่อง คือผลจำแนกชนิดพันธุ์อย่างละเอียด จำนวนเต่าที่รอดและแนวทางฟื้นฟู หลักฐานใบอนุญาตหรือแหล่งที่มาจากเม็กซิโก และผลการสืบสวนผู้ส่งกับผู้รับในไทย หากพบว่าเป็นเครือข่ายเชิงพาณิชย์ คดีนี้อาจช่วยเปิดเส้นทางการค้าสัตว์เลี้ยงหายากที่ใหญ่กว่าพัสดุ 5 กล่องที่ตรวจพบ

อ่านประกาศต้นทางได้จาก[กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช](https://news.dnp.go.th/news/50806) ตรวจสถานะการคุ้มครองของชนิดพันธุ์ได้จาก[บัญชีภาคผนวก CITES](https://cites.org/eng/app/appendices.php) และดูข้อมูลการแบ่งจำนวนของกลางจาก[รายงานที่อ้างข้อมูลกรมศุลกากร](https://yutthasartonline.com/justice-crime/182205)