กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 17.00 น. ให้เฝ้าระวังอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนและฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคใต้ โดยคาดว่าผลกระทบสำคัญจะเกิดระหว่างวันที่ 5–9 พฤศจิกายน
ช่วงวันที่ 5–7 พฤศจิกายน ประเทศไทยตอนบนมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง เริ่มกระทบภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นขยายไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และใกล้ป้ายโฆษณาหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง
สำหรับภาคใต้ ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือวันที่ 7–9 พฤศจิกายน เพราะฝนจะเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ รวมถึงฝนหนักมากบางแห่ง ฝนที่ตกต่อเนื่องและสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และปัญหาดินไหลในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำหรือพื้นที่ลุ่มต่ำ
สาเหตุของสภาพอากาศรอบนี้มาจากมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จากประเทศจีนที่จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ลมตะวันออกซึ่งพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น เมื่ออากาศเย็นจากตอนบนปะทะกับอากาศอุ่นและชื้นที่มีอยู่ จึงเกิดความแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกได้
ประกาศพยากรณ์อากาศ 7 วันของกรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งออกเวลา 12.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน สอดคล้องกับคำเตือนฉบับล่าสุด โดยระบุว่าในช่วงวันที่ 2–7 พฤศจิกายน หลายพื้นที่จะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นจากจีนร่วมกับคลื่นกระแสลมตะวันออกที่เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร อ่าวไทย และภาคใต้
ทะเลอันดามันและอ่าวไทยต้องเพิ่มความระมัดระวังเช่นกัน บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบเส้นทาง สภาพอากาศ และประกาศทางทะเลก่อนออกจากฝั่ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเมฆฝนหนาแน่น เพราะลมกระโชกสามารถทำให้คลื่นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉพาะจุด
เหตุผลที่ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสคือ เป็นประกาศเตือนฉบับแรกที่กำหนดช่วงผลกระทบ 5 วันอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งพายุฝนและลมแรงในประเทศไทยตอนบน ตลอดจนฝนหนักมากในภาคใต้ ประชาชนจึงมีเวลาหลายวันในการเตรียมบ้าน การเดินทาง งานกลางแจ้ง การเกษตร และการเดินเรือก่อนสภาพอากาศรุนแรงขึ้น
ในประเทศไทยตอนบน ผู้ที่มีแผนเดินทางหรือจัดกิจกรรมกลางแจ้งช่วงวันที่ 5–7 พฤศจิกายนควรเตรียมแผนสำรอง ตรวจความมั่นคงของป้าย หลังคา เต็นท์ และต้นไม้รอบบ้าน เกษตรกรควรพิจารณาค้ำยันพืชที่หักล้มง่าย และหลีกเลี่ยงการตากผลผลิตในพื้นที่เปิดเมื่อมีเมฆฝนก่อตัว
ในภาคใต้ ครัวเรือนที่อยู่ใกล้เชิงเขา ลำห้วย ทางน้ำไหลผ่าน หรือพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากควรสังเกตระดับน้ำและฝนสะสม จัดเก็บของสำคัญให้สูง เตรียมไฟฉาย ยา เอกสาร และหมายเลขฉุกเฉิน หากมีคำเตือนจากจังหวัดหรือหน่วยงานท้องถิ่นให้เคลื่อนย้าย ควรปฏิบัติตามโดยไม่รอให้น้ำเข้าพื้นที่
ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วเมื่อฝนตก หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำไหลข้ามถนน และไม่ขับรถฝ่าน้ำที่ไม่ทราบระดับ พื้นที่เมืองต้องระวังน้ำรอการระบาย ขณะที่พื้นที่ชนบทต้องเฝ้าระวังต้นไม้ล้มและดินไหลลงถนน หลังฝนหยุดแล้วความเสี่ยงอาจยังอยู่ หากฝนสะสมบนภูเขาหรือในต้นน้ำยังระบายลงมา
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือประกาศฉบับที่ 2 ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยากำหนดออกวันที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 05.00 น. เพราะตำแหน่งและความแรงของมวลอากาศเย็นอาจทำให้พื้นที่เสี่ยงและช่วงเวลาฝนเปลี่ยนแปลงได้ ข่าวนี้จึงไม่ใช่การยืนยันว่าจะเกิดภัยรุนแรงทุกพื้นที่ แต่เป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อมและตรวจข้อมูลที่อัปเดตใกล้เวลา
ประชาชนสามารถติดตามประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา โทรศัพท์ 1182 หรือ 0-2399-4012-13 ตลอด 24 ชั่วโมง และควรตรวจคำเตือนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่นควบคู่กัน โดยเฉพาะหากอาศัยในจุดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก หรือเดินทางทางทะเล



