คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 18,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ข่าวนี้อาจดูเป็นเรื่องบัญชีของรัฐวิสาหกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต่อเนื่องของบริการรถไฟ การซ่อมบำรุงราง–รถจักร และภาระบำนาญที่ต้องจ่ายทุกเดือน

## มติครั้งนี้อนุมัติอะไร

ตามประกาศของรัฐบาล การกู้เงินอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 39 (4) กระทรวงการคลังจะพิจารณาแหล่งเงิน วิธีการกู้ เงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม ส่วน รฟท. เป็นผู้รับภาระชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เอง ไม่ใช่เงินให้เปล่าจากงบประมาณ

วงเงินนี้มีเป้าหมายเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกรณีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายสำหรับปีงบประมาณ 2570 รายการใช้จ่ายที่รัฐบาลระบุครอบคลุมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้ การซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานทางราง อาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน ค่าใช้จ่ายเดินรถ ตลอดจนบำเหน็จบำนาญ

รัฐบาลระบุด้วยว่าในปีงบประมาณ 2569 รฟท. มีเงินสดจ่ายมากกว่าเงินสดรับ 18,000 ล้านบาท ตัวเลขที่เท่ากับวงเงินกู้ครั้งใหม่สะท้อนว่ามตินี้มุ่งอุดช่องว่างสภาพคล่องเพื่อให้การดำเนินงานเดินต่อ มากกว่าจะเป็นงบลงทุนโครงการรถไฟสายใหม่

## ทำไมประเด็นนี้กำลังถูกจับตา

การรถไฟเป็นบริการสาธารณะที่มีต้นทุนคงที่สูง แม้รายได้ค่าโดยสารหรือขนส่งสินค้าไม่พอ หน่วยงานก็ยังต้องตรวจราง ซ่อมรถ ดูแลสถานี และจ่ายบุคลากรเพื่อให้ขบวนรถเดินได้อย่างปลอดภัย ความขาดสภาพคล่องจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขขาดทุน แต่เป็นความเสี่ยงต่อวงจรบำรุงรักษาและคุณภาพบริการหากไม่มีเงินหมุนเวียนทันเวลา

อีกด้านหนึ่ง การใช้เงินกู้แก้ช่องว่างรายรับรายจ่ายเป็นโจทย์เดิมที่เกิดซ้ำกับ รฟท. จึงทำให้คำถามสำคัญอยู่ที่การเพิ่มรายได้และควบคุมต้นทุนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเดินรถ ขนส่งสินค้า การใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือการบริหารทรัพย์สิน โดยไม่ผลักภาระจนกระทบผู้โดยสารที่พึ่งรถไฟราคาจับต้องได้

การรายงานของ ThaiPublica ยืนยันสาระเดียวกับประกาศรัฐบาล ทั้งวงเงิน 18,000 ล้านบาท การค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง และภาระที่ รฟท. ต้องชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยเอง จึงช่วยแยกให้ชัดว่า “คลังค้ำ” ไม่ได้แปลว่ารัฐชำระหนี้แทนทันที แต่หาก รฟท. ไม่สามารถชำระได้ ความเสี่ยงสุดท้ายย่อมโยงถึงฐานะการคลังของรัฐ

## สิ่งที่ต้องติดตามต่อ

ประเด็นแรกคือขั้นตอนบรรจุและดำเนินการตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงเงื่อนไขดอกเบี้ย อายุเงินกู้ และกำหนดเบิกจ่ายจริง เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะกำหนดต้นทุนทางการเงินของ รฟท. ในอนาคต

ประเด็นที่สองคือแผนฟื้นฐานะการเงินที่วัดผลได้ วงเงิน 18,000 ล้านบาทช่วยแก้ปัญหาเงินสดระยะสั้น แต่ไม่ได้ทำให้โครงสร้างรายได้กับรายจ่ายสมดุลโดยอัตโนมัติ ผู้ติดตามจึงควรดูว่ารายได้จากการเดินรถ ขนส่งสินค้า และทรัพย์สินเติบโตเพียงใด เทียบกับค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง ดอกเบี้ย และบำนาญ

สุดท้ายต้องดูว่าการอัดสภาพคล่องนำไปสู่ความตรงเวลา ความปลอดภัย และคุณภาพบริการที่ดีขึ้นหรือไม่ เพราะสำหรับผู้โดยสาร ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่างบการเงินคือรถไฟยังเดินต่อได้อย่างเชื่อถือได้ ในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

แหล่งข้อมูลโดยตรง: [รัฐบาลไทย—มติ ครม.เรื่องเงินกู้ รฟท. 18,000 ล้านบาท](https://www.thaigov.go.th/th/news/170839) และ [ThaiPublica—สรุปมติ ครม. 3 พฤศจิกายน 2569](https://thaipublica.org/2026/11/anutin-cabinet-03-11-2569/)