ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิประจำเดือนพฤศจิกายนได้แล้ว โดยกรมบัญชีกลางยืนยันวงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ 750 บาท และสิทธิช่วยเหลือรายการอื่นตามเงื่อนไข ข่าวนี้ได้รับความสนใจเพราะวงเงินบางประเภทใช้ไม่หมดแล้วไม่สะสม และการช่วยค่าน้ำ–ค่าไฟต้องลงทะเบียนพร้อมยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
กรมบัญชีกลางระบุว่า ผู้มีสิทธิสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดหรือแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตามช่องทางที่รองรับ สิทธิชุดแรกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ประกอบด้วยวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อคนต่อเดือน วงเงินนี้ถอนเป็นเงินสดไม่ได้และไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไป จึงควรวางแผนใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน
อีกส่วนคือวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ครอบคลุมบริการที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า รถโดยสารเอกชน และเรือโดยสารที่กำหนด ผู้ใช้ควรตรวจสอบก่อนเดินทางว่าผู้ให้บริการและเส้นทางที่เลือกเข้าร่วมโครงการหรือไม่ เพราะการมีวงเงินไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับรถทุกคันหรือทุกระบบโดยอัตโนมัติ
สิทธิส่วนลดก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 80 บาทต่อคนต่อรอบสามเดือน สำหรับช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2569 จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ นี่ไม่ใช่วงเงินใหม่ 80 บาททุกเดือน แต่เป็นสิทธิสำหรับรอบสามเดือนดังกล่าว หากเคยใช้ไปแล้วในเดือนตุลาคม ยอดคงเหลือจึงอาจไม่เท่ากับผู้ที่ยังไม่เคยใช้
มาตรการช่วยค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้ามีเงื่อนไขแยกต่างหาก สำหรับค่าน้ำ หากยอดใช้ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน รัฐสนับสนุน 100 บาท และผู้มีสิทธิจ่ายส่วนต่าง ส่วนค่าไฟฟ้ากำหนดวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ผู้มีสิทธิต้องชำระค่าไฟเองทั้งหมด ไม่ได้หักเพียงส่วนที่เกิน 315 บาท
ทั้งสองสิทธิด้านสาธารณูปโภคต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนแบบ e-KYC ตามที่หน่วยงานกำหนด การถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ทำให้ได้รับสิทธิค่าน้ำหรือค่าไฟทันที ผู้ที่เพิ่งผ่านเกณฑ์ควรตรวจสถานะการลงทะเบียน เลขผู้ใช้ไฟฟ้าหรือผู้ใช้น้ำ และข้อมูลครัวเรือนให้ตรงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเมื่อถึงรอบเรียกเก็บ
สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ กรมบัญชีกลางกำหนดจ่ายเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือนในวันที่ 20 พฤศจิกายน เฉพาะผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว เงินส่วนนี้ต่างจากวงเงินซื้อสินค้า เพราะจะโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ใช้รับเบี้ยเดิม หรือบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามเงื่อนไข
เหตุที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแส ไม่ใช่เพียงเพราะเริ่มเดือนใหม่ แต่ยังมีความสับสนระหว่าง “วงเงินสิทธิ” กับ “เงินสด” และระหว่างสิทธิรายเดือนกับสิทธิรายไตรมาส กรมบัญชีกลางย้ำว่าวงเงินซื้อสินค้าและค่าเดินทางไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ ขณะที่เงินเพิ่มเบี้ยความพิการเป็นรายการที่โอนเข้าบัญชี ผู้รับสิทธิจึงควรตรวจสอบประเภทเงินก่อนวางแผนใช้จ่าย
สิ่งที่ควรจับตาตลอดเดือนพฤศจิกายนคือ ความพร้อมของร้านค้าและระบบขนส่งที่รับสิทธิ การแก้ไขข้อมูล e-KYC สำหรับค่าน้ำ–ค่าไฟ และการโอนเงินเพิ่มเบี้ยความพิการวันที่ 20 พฤศจิกายน หากพบว่าวงเงินไม่ขึ้นหรือใช้ไม่ได้ ควรติดต่อช่องทางทางการ ไม่ส่งข้อมูลบัตรประชาชน รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ให้บุคคลที่อ้างว่าจะช่วยตรวจสอบสิทธิ
กรมบัญชีกลางให้สอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวันและเวลาราชการ การตรวจสอบจากหน่วยงานโดยตรงสำคัญเป็นพิเศษในช่วงที่มีข้อความส่งต่อเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือ เพราะข้อมูลที่แชร์ในสื่อสังคมอาจรวมสิทธิคนละประเภทหรือคนละรอบเวลาเข้าด้วยกัน
แหล่งข้อมูล: - กรมบัญชีกลาง: https://www.cgd.go.th/cs/internet/internet/ข่าวแจกกรมบัญชีกลาง.html?page_locale=th_TH - รัฐบาลไทย: https://www.thaigov.go.th/th/news/170664 - Thai PBS: https://www.thaipbs.or.th/news/content/571852



