พิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีระหว่างจีนกับเปรูมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 หลังทั้งสองประเทศดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในครบถ้วน ข้อตกลงฉบับอัปเกรดเพิ่มกติกาใหม่ด้านอีคอมเมิร์ซ ห่วงโซ่อุปทานโลก สิ่งแวดล้อมและการค้า พร้อมปรับปรุงกฎเดิมด้านศุลกากร การลงทุน และบริการให้ทันกับรูปแบบการค้าปัจจุบัน

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า จีนและเปรูเริ่มเจรจายกระดับ FTA ในเดือนพฤศจิกายน 2018 และลงนามพิธีสารเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024 ที่กรุงลิมา ส่วนรัฐบาลเปรูออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พิธีสารมีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 โดยอ้างอิงการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตว่าทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อกำหนดภายในแล้ว

ข้อตกลงเดิมระหว่างสองประเทศลงนามในปี 2009 และมีผลตั้งแต่ปี 2010 การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้ยกเลิกกรอบเดิม แต่เสริมและแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าโลกที่ซับซ้อนขึ้น กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่ามีการปรับปรุงบทเดิม 7 บท ได้แก่ กฎถิ่นกำเนิดสินค้า ขั้นตอนศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ทรัพย์สินทางปัญญา การค้าบริการ การเข้าประเทศชั่วคราวของบุคลากรธุรกิจ และการลงทุน

นอกจากนี้ยังเพิ่มบทใหม่ 5 บท ครอบคลุมความร่วมมือด้านมาตรฐานและการประเมินความสอดคล้อง นโยบายการแข่งขัน อีคอมเมิร์ซ ห่วงโซ่อุปทานโลก และสิ่งแวดล้อมกับการค้า ทั้งสองฝ่ายยังวางข้อกำหนดสำหรับการเจรจาในอนาคตเรื่องบัญชีรายการข้อจำกัด หรือ negative list ในการค้าบริการและการลงทุน เพื่อเปิดกว้างมากขึ้นในสาขาที่ตกลงกันภายหลัง

เหตุที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจ เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเปรู และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่ามูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มจาก 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2009 เป็น 50.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า ขณะที่กระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวเปรูระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 35% ของการค้ารวมของเปรู

ข้อมูลจากรัฐบาลเปรูชี้ว่า ในปี 2025 เปรูส่งออกสินค้าไปจีน 10.748 พันล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากจีน 17.847 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานอาจอ้างอิงวิธีนับหรือชุดข้อมูลต่างกัน แต่สะท้อนภาพเดียวกันว่าการค้าระหว่างสองประเทศมีขนาดใหญ่และเกี่ยวข้องกับทั้งวัตถุดิบ อุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ

สำหรับผู้ประกอบการ การปรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและขั้นตอนศุลกากรอาจช่วยลดความซ้ำซ้อนในการผ่านพิธีการ ขณะที่บทอีคอมเมิร์ซสร้างกรอบรองรับการค้าดิจิทัลมากขึ้น แต่การมีผลบังคับของพิธีสารไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดจะปลอดภาษีทันที ผู้ส่งออกและนำเข้ายังต้องตรวจพิกัดศุลกากร ตารางลดภาษี หลักฐานถิ่นกำเนิด และข้อกำหนดสุขอนามัยของสินค้ารายประเภท

ประเด็นที่น่าจับตาคือผลต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของเปรู รัฐบาลเปรูมองว่ากติกาที่ทันสมัยขึ้นจะเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงตลาดจีนและดึงดูดการลงทุนเพิ่ม แต่โอกาสดังกล่าวขึ้นอยู่กับความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐาน คุณภาพสินค้า โลจิสติกส์ และเอกสารทางการค้า ไม่ใช่เพียงการลงนามข้อตกลง

ด้านห่วงโซ่อุปทาน บทใหม่อาจช่วยให้ทั้งสองฝ่ายประสานงานเรื่องการขนส่งและความต่อเนื่องของสินค้าได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรูเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบและสินค้าเกษตรสำคัญ ส่วนจีนเป็นแหล่งเครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการบังคับใช้จริงต้องดูแนวทางจากศุลกากรและหน่วยงานมาตรฐานของแต่ละประเทศในช่วงต่อไป

สิ่งที่ควรติดตามหลังวันที่ 1 พฤศจิกายนมีอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ แนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด การประกาศขั้นตอนอีคอมเมิร์ซและข้อมูลข้ามพรมแดน และการใช้บทสิ่งแวดล้อมกับโครงการค้าและลงทุนรายใหญ่ หากหน่วยงานออกคู่มือหรือแบบฟอร์มใหม่ ผู้ประกอบการควรใช้เอกสารจากช่องทางราชการเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด

พิธีสารฉบับนี้จึงเป็นมากกว่าการปรับอัตราภาษี แต่เป็นการอัปเดต “ระบบปฏิบัติการ” ของการค้าจีน–เปรูให้ครอบคลุมธุรกิจดิจิทัล การแข่งขัน มาตรฐาน และความยั่งยืน ผลลัพธ์จริงจะวัดได้จากความเร็วในการผ่านศุลกากร ต้นทุนของผู้ประกอบการ การลงทุนใหม่ และความสามารถของธุรกิจรายย่อยในการใช้ประโยชน์จากกติกาที่เพิ่มขึ้น

แหล่งข้อมูล: - กระทรวงพาณิชย์จีน: https://www.mofcom.gov.cn/xwfb/rcxwfb/art/2026/art_ce637af2df474104878811ce1842ae9c.html - ราชกิจจานุเบกษาเปรู El Peruano: https://busquedas.elperuano.pe/dispositivo/EX/2569041-1 - กระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวเปรู: https://www.gob.pe/institucion/mincetur/noticias/1426309-peru-culmina-procedimientos-internos-para-la-entrada-en-vigencia-del-protocolo-de-optimizacion-del-tratado-de-libre-comercio-con-china