ไซโคลนอาร์นับเริ่มกระบวนการขึ้นฝั่งชายฝั่งรัฐอานธรประเทศของอินเดียในช่วงเช้ามืดวันที่ 28 ตุลาคม 2569 แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่จุดซึ่งตาพายุแตะฝั่ง กรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาเมียนมายังคงเตือนคลื่นสูง 8–10 ฟุต ลมกระโชก และฝนหนักในหลายรัฐและภูมิภาค แม้ยืนยันว่าพายุไม่ได้มุ่งเข้าสู่ชายฝั่งเมียนมาโดยตรง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอินเดีย หรือ IMD ระบุว่า อาร์นับเคลื่อนขึ้นฝั่งระหว่างเมืองบาปัตลาและวิสาขปัตนัม ใกล้ตอนใต้ของยานัม ด้วยความเร็วลมคงที่สูงสุด 125–135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงสุดราว 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระบวนการขึ้นฝั่งเริ่มประมาณ 01.20 น. ตามเวลาอินเดีย และกินเวลาหลายชั่วโมง เพราะตัวระบบพายุมีขนาดใหญ่ ไม่ได้ผ่านแนวชายฝั่งในชั่วขณะเดียว

ก่อนขึ้นฝั่ง IMD เตือนว่าคลื่นพายุซัดฝั่งอาจสูงกว่าระดับน้ำขึ้นตามดาราศาสตร์ 1.5–2.5 เมตรในพื้นที่ลุ่มต่ำของอานธรประเทศ และบริเวณปากแม่น้ำโคทาวารีอาจเผชิญระดับน้ำสูงกว่านั้น รายงานช่วงแรกจากทางการอินเดียระบุว่ามีต้นไม้หักและไฟฟ้าขัดข้องบางพื้นที่ แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ณ เวลาที่เผยแพร่ข่าว ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนถูกอพยพ และบริการรถไฟกับเที่ยวบินบางส่วนถูกยกเลิกล่วงหน้า

สำหรับเมียนมา ประกาศฉบับที่ 8 ของกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา ซึ่งออกเมื่อบ่ายวันที่ 27 ตุลาคม จัดระดับอาร์นับเป็น “สีเหลือง” เพราะศูนย์กลางพายุอยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะโคโคประมาณ 560 ไมล์ทะเล และไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าหาชายฝั่งเมียนมา อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเตือนว่าพื้นที่นอกและตามแนวชายฝั่งอาจมีทะเลแปรปรวนเป็นระยะ ลมกระโชกแตะ 30 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคลื่นสูงประมาณ 8–10 ฟุต

ฝนหรือฝนฟ้าคะนองยังกระจายถึงค่อนข้างทั่วในกรุงเนปยีดอ ภูมิภาคย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พะโค มะกเว สะกาย อิรวดี รวมถึงรัฐชิน ยะไข่ และฉาน โดยบางแห่งมีโอกาสเกิดฝนหนักถึงวันที่ 29 ตุลาคม คำเตือนครอบคลุมความเสี่ยงจากลมแรง ฟ้าผ่า ลูกเห็บ น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่เนินเขาและใกล้ลำน้ำขนาดเล็ก รวมทั้งให้การเดินเรือภายในประเทศ เที่ยวบินภายในประเทศ และผู้ดูแลเขื่อนชลประทานเตรียมพร้อม

เหตุที่ข่าวนี้กำลังเป็นที่สนใจ คือความเร็วของพายุเพิ่มขึ้นและเวลาขึ้นฝั่งถูกขยับให้เร็วกว่าเดิม แถบเกลียวนอกของอาร์นับเข้าสู่แผ่นดินก่อนศูนย์กลางพายุ ทำให้ฝนและลมแรงเริ่มกระทบชายฝั่งตั้งแต่ก่อนประกาศว่าพายุขึ้นฝั่งเต็มตัว ขณะเดียวกัน ผลกระทบด้านทะเลและฝนสามารถแผ่ไกลหลายร้อยกิโลเมตรจากตาพายุ จึงเกิดสถานการณ์ที่เมียนมาไม่อยู่ในเส้นทางตรง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปมีสองด้าน ด้านแรกคือความเสียหายและระดับน้ำท่วมในอานธรประเทศหลังอาร์นับผ่านชายฝั่ง เพราะลมจะลดลงเมื่อเคลื่อนเหนือแผ่นดิน แต่ฝนหนักอาจดำเนินต่อและทำให้เกิดน้ำหลากภายหลัง ด้านที่สองคือปริมาณฝนสะสมทางตะวันตกและตอนกลางของเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเขา ชายฝั่ง และชุมชนริมลำน้ำ ซึ่งความเสี่ยงอาจเกิดจากฝนสะสมมากกว่าลมจากศูนย์พายุ

ชาวประมงและผู้เดินเรือในเมียนมาควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาโดยตรง ไม่ควรตีความรหัสสีเหลืองว่า “ไม่มีอันตราย” เพราะรหัสดังกล่าวบอกว่าพายุไม่มุ่งเข้าฝั่ง แต่คำเตือนคลื่นสูงและฝนหนักยังมีผลอยู่ การตัดสินใจออกเรือควรอิงประกาศล่าสุดและข้อจำกัดของท้องถิ่น ไม่ใช่ดูตำแหน่งตาพายุเพียงอย่างเดียว