ลาวกำลังขยับจากการพูดถึง “การเงินสีเขียว” ไปสู่การสร้างระบบกลางที่เชื่อมงบประมาณของรัฐ ธนาคาร นักลงทุน และโครงการรับมือสภาพภูมิอากาศ โดยศูนย์ Climate and Sustainable Finance Hub ภายในกระทรวงการคลังเริ่มดำเนินงานแล้ว และการออกแบบกลไกจ่ายค่าบริการสิ่งแวดล้อมจากป่าแห่งแรกของประเทศอยู่ในขั้นก้าวหน้า

ความคืบหน้าถูกเปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการร่วมด้านการเงินสีเขียวและการเงินภูมิอากาศครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่เวียงจันทน์ การประชุมมีผู้แทนกระทรวงการคลัง รัฐบาลลาว สหประชาชาติ ลักเซมเบิร์ก สถาบันการเงิน และหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วม เพื่อตรวจงานในช่วง 11 เดือนแรกและหารือแผนงานระยะต่อไป

โครงการร่วมนี้มีระยะเวลา 2 ปี วงเงิน 2.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนโดยรัฐบาลลักเซมเบิร์ก และดำเนินการร่วมกันโดย UNDP, FAO, UNEP และ UN-Habitat กับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ธนาคารแห่ง สปป.ลาว และหน่วยงานท้องถิ่น เป้าหมายไม่ใช่ตั้งกองทุนแจกเงินโดยตรง แต่สร้างระบบให้โครงการที่มีคุณภาพสามารถเตรียมตัวจนพร้อมรับการลงทุนได้

### ศูนย์กลางที่ต้องแก้ปัญหาเงินกระจัดกระจาย

ที่ผ่านมา นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของลาวกระจายอยู่หลายกระทรวง ขณะที่ข้อมูลโครงการ เงื่อนไขผู้ให้ทุน และลำดับความสำคัญของรัฐไม่ได้เชื่อมกันเสมอ ศูนย์ที่ตั้งอยู่ในกรมนโยบายเศรษฐกิจและการคลังจึงมีหน้าที่เป็นจุดประสานเดียว ลดช่องว่างข้อมูล และเชื่อมการวางแผนกับแหล่งเงินทั้งภาครัฐ เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน และทุนเอกชน

UNDP ระบุว่าศูนย์จะพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนระดับชาติและกลไกเตรียมโครงการ เพื่อรวบรวมโครงการสีเขียวจากหลายหน่วยงาน ตรวจความพร้อม และช่วยปรับให้เป็นโครงการที่นักลงทุนพิจารณาได้ นอกจากนี้ยังต้องทบทวนรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ และจัดลำดับว่างบส่วนใดสร้างผลลัพธ์ต่อชุมชน เศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติได้มากที่สุด

ประเด็นนี้กำลังเป็นข่าวเพราะลาวเตรียมพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งอาจทำให้แหล่งเงินช่วยเหลือและเงินกู้เงื่อนไขพิเศษตึงตัวขึ้น ขณะเดียวกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 และเป้าหมายภูมิอากาศ NDC 3.0 ยังต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก บทวิเคราะห์ของ UNDP ประเมินว่าแผนห้าปีต้องใช้เงินราว 17–18 พันล้านดอลลาร์ และอาจเหลือช่องว่างเงินทุนสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์หลังนับทรัพยากรภาครัฐที่มีอยู่

### จ่ายเพื่อรักษาป่า และทดลองในเมืองนอกเวียงจันทน์

ความคืบหน้าที่น่าจับตาคือการออกแบบ Payment for Forest Environmental Services หรือกลไกจ่ายค่าบริการสิ่งแวดล้อมจากป่า ซึ่งอยู่ในขั้นก้าวหน้า หลักคิดคือผู้ได้รับประโยชน์จากบริการของป่า เช่น การรักษาต้นน้ำ การกักเก็บคาร์บอน หรือการลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพยากร แต่รายละเอียดผู้จ่าย ผู้รับ วิธีวัดผล และการแบ่งรายได้กับชุมชนยังต้องประกาศให้ชัดเจนก่อนประเมินผลได้

งานไม่ได้จำกัดอยู่ในเวียงจันทน์ หน่วยงานกำลังหารือเครื่องมือการเงินสีเขียวที่ใช้กับการวางผังเมืองในปากเซ แขวงจำปาสัก และไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต เมืองทั้งสองต้องรับมือทั้งน้ำท่วม การขยายตัวของชุมชน ระบบระบายน้ำ ขยะ พลังงาน และบริการสาธารณะ การมีโครงการที่คำนวณต้นทุนและผลประโยชน์ได้ชัดจะช่วยให้ขอเงินลงทุนได้ง่ายกว่าการเสนอแนวคิดกว้าง ๆ

### สิ่งที่ต้องติดตาม

จุดแรกคือศูนย์จะสร้างบัญชีโครงการที่เปิดเผยและตรวจสอบได้หรือไม่ รวมถึงมีหลักเกณฑ์คัดเลือกที่ไม่เอื้อเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ จุดที่สองคือเงินจะลงถึงเกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็ก และชุมชนที่รับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งจริงเพียงใด จุดที่สามคือกลไกจ่ายค่าบริการป่าจะคุ้มครองสิทธิและรายได้ของคนในพื้นที่อย่างไร

ความสำเร็จของศูนย์จึงไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือวงเงินที่ประกาศ แต่ต้องดูว่าโครงการที่เตรียมไว้ได้รับเงินลงทุนจริง มีระบบติดตามผล และช่วยลดความเสียหายจากภัยภูมิอากาศได้หรือไม่ หากทำได้ ลาวจะมีเครื่องมือเชื่อมเป้าหมายสีเขียวกับงบประมาณและการลงทุนที่จับต้องได้มากขึ้น

แหล่งข้อมูล: [United Nations in Lao PDR—การประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569](https://laopdr.un.org/en/325667-united-nations-joint-programme-green-and-climate-finance-2nd-steering-committee-meeting), [UNDP—Climate and Sustainable Finance Hub](https://www.undp.org/laopdr/projects/climate-and-sustainable-finance-hub), และ [Asian Development Bank—โครงการเสริมการคลังและการลงทุนเพื่อภูมิอากาศ](https://www.adb.org/projects/58193-001/main)