ลาวกำลังนับถอยหลังสู่หมุดหมายสำคัญ เมื่อองค์การสหประชาชาติกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวออกจากกลุ่ม “ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด” หรือ Least Developed Countries (LDCs) ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2569 หลังอยู่ในกลุ่มนี้มาตั้งแต่ปี 2514 การเปลี่ยนสถานะสะท้อนความก้าวหน้าด้านรายได้และทุนมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าลาวจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วทันที และไม่ได้ทำให้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจหายไปในวันเดียว

ข่าวนี้กลับมาเป็นกระแสหลัง [สำนักข่าวสารประเทศลาว](https://kpl.gov.la/EN/detail.aspx?id=111583) รายงานเมื่อค่ำวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า กระทรวงการเงินลาวและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP จัดแถลงข่าวร่วมที่เวียงจันทน์เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เพื่อยืนยันความพร้อมและเตรียมการประชุมโต๊ะกลมประจำปีในวันที่ 19 พฤศจิกายน การประชุมครั้งนั้นจะเน้นการจัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมปี 2570 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่น มีคุณภาพ และยั่งยืน

ข้อมูลจาก [LDC Portal ของสหประชาชาติ](https://www.un.org/ldcportal/en/content/lao-pdr-graduation-status) ยืนยันวันที่ออกจากสถานะอย่างเป็นทางการคือ 24 พฤศจิกายน 2569 กระบวนการไม่ได้เกิดจากการประกาศฝ่ายเดียวของรัฐบาล แต่ผ่านการประเมินของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ การรับรองของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม และมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยลาวได้รับช่วงเตรียมตัวนานห้าปี ซึ่งยาวกว่าระยะมาตรฐาน เพื่อรับมือผลกระทบจากโควิด-19 และความเปราะบางอื่น ๆ

เกณฑ์ LDC ของสหประชาชาติดูสามด้านหลัก ได้แก่ รายได้ประชาชาติต่อหัว ดัชนีทุนมนุษย์ และดัชนีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ประเทศหนึ่งโดยทั่วไปต้องผ่านอย่างน้อยสองในสามเกณฑ์ในการทบทวนสองรอบติดต่อกันก่อนเข้าสู่ขั้นตอนจบสถานะ หน้าโปรไฟล์ของ [UN DESA](https://www.un.org/development/desa/dpad/least-developed-country-category-lao-peoples-democratic-republic.html) ระบุว่าข้อมูลการทบทวนปี 2567 ของลาวมีรายได้ต่อหัว 2,503 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเกณฑ์จบสถานะ 1,306 ดอลลาร์ และดัชนีทุนมนุษย์ 74.8 สูงกว่าเกณฑ์ 66

อย่างไรก็ตาม “พ้น LDC” ไม่เท่ากับ “หมดปัญหาความยากจน” สถานะ LDC เชื่อมโยงกับมาตรการสนับสนุนระหว่างประเทศหลายรูปแบบ เช่น สิทธิพิเศษทางการค้า เงินช่วยเหลือ เงื่อนไขการเงินแบบผ่อนปรน และความช่วยเหลือทางเทคนิค บางสิทธิอาจมีช่วงผ่อนผันหรือเงื่อนไขเฉพาะหลังจบสถานะ แต่ในระยะยาวลาวต้องพึ่งรายได้ภายในประเทศ การลงทุนที่มีคุณภาพ และความสามารถแข่งขันของธุรกิจมากขึ้น จึงต้องจัดการหนี้ เงินเฟ้อ ค่าเงิน และรายได้ภาครัฐไปพร้อมกัน

รัฐบาลลาวรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 7.8% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภัยธรรมชาติในปี 2569 พร้อมระบุว่าการคุมเข้มนโยบายการเงินและการรักษาเสถียรภาพค่าเงินช่วยประคองภาพรวม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการแถลงของรัฐบาลและควรติดตามต่อผ่านสถิติทางการรายเดือน เพราะเสถียรภาพมหภาคเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่จะทำให้ความสำเร็จเชิงสถานะส่งผลจริงต่อค่าครองชีพและงานของประชาชน

แผนเปลี่ยนผ่านของลาวมี 22 การดำเนินการภายใต้สี่เสาหลัก ได้แก่ เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าและการลงทุนที่มีคุณภาพ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศกับภัยพิบัติ ตามคำอธิบายของ [สำนักงานผู้แทนระดับสูงแห่งสหประชาชาติสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด](https://www.un.org/ohrlls/node/2931) จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการฉลองวันที่ 24 พฤศจิกายน แต่คือการทำให้แผนเหล่านี้มีงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้

ภาคสาธารณสุขเป็นตัวอย่างของความท้าทายหลังจบสถานะ [องค์การอนามัยโลกประจำลาว](https://www.who.int/laos/news/detail/29-10-2026-as-lao-pdr-prepares-to-graduate-from-least-developed-country-status--the-health-sector-charts-a-course-for-greater-self-reliance) ระบุเมื่อ 29 ตุลาคมว่า เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนามีแนวโน้มลดลง ทำให้ระบบสุขภาพต้องเพิ่มการระดมทรัพยากรในประเทศ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ และยกระดับคุณภาพบริการ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและห่างไกล หากงบสนับสนุนภายนอกลดเร็วกว่ารายได้ภายใน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอาจชัดขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาต่อมีอย่างน้อยสี่เรื่อง หนึ่ง ผลการประชุมโต๊ะกลมวันที่ 19 พฤศจิกายนว่าจะจัดลำดับงบประมาณปี 2570 อย่างไร สอง มาตรการผ่อนผ่านสิทธิพิเศษด้านการค้าและเงินทุนจากคู่พัฒนา สาม ความสามารถควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และสี่ ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เช่น งาน รายได้ การศึกษา สุขภาพ และการรับมือภัยพิบัติ

การออกจากกลุ่ม LDC จึงเป็นทั้งข่าวดีและบททดสอบ ข่าวดีคือความก้าวหน้าของลาวได้รับการรับรองในระบบสหประชาชาติ ส่วนบททดสอบคือการรักษาความก้าวหน้าให้ไม่ย้อนกลับ และเปลี่ยนสถานะบนเอกสารให้เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง วันที่ 24 พฤศจิกายนจะเป็นวันประวัติศาสตร์ แต่คำตอบว่าการเปลี่ยนผ่านสำเร็จเพียงใดจะต้องวัดจากหลายปีหลังจากนั้น