อัตราเงินเฟ้อของลาวในเดือนตุลาคม 2569 ชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 7.8% ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขที่ลดลงเพียง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้ากำลังลดลง เพราะดัชนีราคาผู้บริโภคยังเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า และแตะระดับ 279.5 จุด เทียบกับ 259.6 จุดในเดือนตุลาคมปีก่อน

ข้อมูลที่เผยแพร่ในวันที่ 28 ตุลาคมระบุว่า เงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 7.9% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้ราว 5% ความแตกต่างระหว่าง “เงินเฟ้อชะลอ” กับ “ของถูกลง” จึงสำคัญมากสำหรับครัวเรือนลาว เพราะราคายังคงเพิ่ม เพียงแต่เพิ่มในอัตราที่ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย

กลุ่มที่อยู่อาศัย น้ำประปา ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงสำหรับประกอบอาหาร เป็นหมวดที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการเดินทางยังสูงขึ้นต่อเนื่อง รายงานระบุว่าราคาไฟฟ้าเดือนตุลาคมสูงกว่าปีก่อนถึง 28% ทำให้ค่าไฟกลายเป็นแรงกดดันหลักต่อค่าครองชีพและต้นทุนของร้านค้า โรงงาน และบริการต่าง ๆ

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของบุนคำ วอละจิด ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว ต่อสภาแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งระบุว่าราคาไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักเงินเฟ้อ ตามด้วยราคาน้ำมันและความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อค่าเงินกีบอ่อนลง สินค้านำเข้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศจะมีต้นทุนสูงขึ้นในรูปเงินกีบ และอาจส่งต่อมายังราคาขายปลีก

เว็บไซต์ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ซึ่งอ้างข้อมูลจากศูนย์สถิติแห่งชาติ กระทรวงการเงิน แสดงเส้นทางเงินเฟ้อปีนี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ 5.1% ในเดือนมกราคม เพิ่มเป็น 10.2% ในเดือนเมษายน ก่อนชะลอมาอยู่ที่ 7.4% ในเดือนมิถุนายน 7.7% ในเดือนสิงหาคม และ 7.8% ในเดือนกันยายน ข้อมูลเดือนตุลาคมจึงเป็นการลดลงต่อเนื่องเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว

เหตุที่ข่าวนี้กำลังได้รับความสนใจ เพราะลาวเพิ่งผ่านช่วงเงินเฟ้อสูงและค่าเงินผันผวนต่อเนื่องหลายปี แม้อัตรา 7.7% ต่ำกว่าจุดสูงช่วงต้นปี แต่ยังหมายความว่าค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่ารายได้ของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่กับอาหาร ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และการเดินทาง กลุ่มรายได้น้อยจึงรับผลกระทบมากกว่าผู้ที่มีเงินออมหรือรายได้เชื่อมโยงกับเงินตราต่างประเทศ

อีกด้านหนึ่ง ค่าไฟที่สูงขึ้นสะท้อนปัญหาซับซ้อนของประเทศที่ส่งออกไฟฟ้าจำนวนมาก แต่ระบบราคา ต้นทุนโครงข่าย หนี้ของภาคพลังงาน และอัตราแลกเปลี่ยนยังส่งผลต่อผู้ใช้ภายในประเทศ การที่ลาวมีทรัพยากรผลิตไฟฟ้ามากจึงไม่ได้แปลว่าค่าไฟของครัวเรือนจะต่ำโดยอัตโนมัติ ต้องดูทั้งต้นทุนทางการเงิน สัญญาซื้อขาย การลงทุนโครงข่าย และนโยบายอุดหนุนประกอบกัน

ธนาคารกลางลาวคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 อาจอยู่ที่ประมาณ 7.9% และตั้งเป้าลดลงสู่ช่วง 5.5–5.8% ในปี 2570 ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันผันผวนน้อยลง แนวทางที่ประกาศไว้รวมถึงการควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เข้มงวดตลาดเงินตราต่างประเทศ และส่งเสริมให้ใช้เงินกีบในธุรกรรมภายในประเทศมากขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปมีสามเรื่อง หนึ่ง ค่าไฟฟ้าจะยังเพิ่มในอัตราสูงต่อเนื่องหรือไม่ สอง เงินกีบจะทรงตัวได้เพียงใดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและเงินบาท และสาม ราคาน้ำมันโลกจะส่งผ่านไปยังค่าขนส่งกับอาหารมากแค่ไหน หากสามปัจจัยนี้คลี่คลายพร้อมกัน เงินเฟ้ออาจลดลงเร็วขึ้น แต่หากค่าเงินอ่อนหรือพลังงานแพงต่อเนื่อง ตัวเลขเงินเฟ้อที่ลดลงเพียงเล็กน้อยอาจยังไม่ทำให้ครัวเรือนรู้สึกว่าค่าครองชีพดีขึ้น

สำหรับผู้ติดตามเศรษฐกิจลาว ตัวเลขเดือนตุลาคมจึงควรอ่านสองชั้น ชั้นแรกคือแรงกดดันด้านราคาชะลอลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณบวก ชั้นที่สองคือระดับราคายังสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายจำเป็นเป็นตัวนำ สัญญาณที่แท้จริงของการฟื้นตัวจึงไม่ใช่แค่เงินเฟ้อลด แต่ต้องเห็นรายได้จริงของประชาชนและกำลังซื้อเริ่มตามทันราคาด้วย