มาเลเซียเปิดเผยสถิติใหม่ว่า กรมสวัสดิการสังคม หรือ JKM บันทึกกรณีเด็กถูกทำร้ายทางร่างกาย ทางเพศ และทางอารมณ์รวม 3,581 กรณีในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยจำนวนเพิ่มจาก 1,522 กรณีในไตรมาสแรกเป็น 2,059 กรณีในไตรมาสสอง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 35% ระหว่างสองไตรมาส
ข้อมูลดังกล่าวมาจากคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรของกระทรวงการพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชน หรือ KPWKM ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐสภามาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับสถิติการทำร้ายและละเลยเด็ก ตลอดจนจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาล
อีกชุดข้อมูลหนึ่งสะท้อนปัญหาการละเลยและทอดทิ้งเด็ก ซึ่ง JKM บันทึก 987 กรณีในไตรมาสแรก และ 1,292 กรณีในไตรมาสสอง รวม 2,279 กรณีในหกเดือนแรก ตัวเลขไตรมาสสองสูงขึ้นราว 31% จากไตรมาสแรก ทำให้หน่วยงานต้องจับตาว่าการเพิ่มขึ้นมาจากเหตุที่เกิดมากขึ้น การเข้าถึงช่องทางแจ้งเหตุที่ดีขึ้น หรือทั้งสองปัจจัยพร้อมกัน
สิ่งที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ ตัวเลขของ JKM ตำรวจ และศาลเป็นคนละขั้นตอนของระบบ ไม่ควรนำมาเทียบเป็นอัตราดำเนินคดีโดยตรง กระทรวงระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน ตำรวจมาเลเซียเปิดเอกสารสอบสวนกรณีทำร้ายเด็ก 867 เรื่อง และมี 267 เรื่องถูกนำขึ้นศาล แต่กรอบเวลา นิยาม และหน่วยนับอาจไม่ตรงกับกรณี 3,581 รายการที่ JKM บันทึก จึงสรุปไม่ได้ง่าย ๆ ว่ากรณีที่เหลือทั้งหมดถูกยกเลิกหรือไม่มีการดำเนินการ
JKM มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้เสียหาย จัดหาที่พักปลอดภัย และสนับสนุนการฟื้นฟูตามกฎหมายเด็กปี 2001 ขณะที่ตำรวจรับผิดชอบการสอบสวนทางอาญา การเปลี่ยนจากรายงานสวัสดิการไปสู่คดีอาญาต้องอาศัยการประเมินข้อเท็จจริง พยาน หลักฐาน และฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ความแตกต่างของตัวเลขจึงสะท้อนทั้งบทบาทหน่วยงานและความซับซ้อนของกระบวนการคุ้มครองเด็ก
เหตุที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจคือการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาสสอง ทั้งในกลุ่มการทำร้ายและการละเลยเด็ก แต่ตัวเลข “ที่บันทึก” ไม่เท่ากับจำนวนเหตุทั้งหมดในสังคม เพราะปัญหาประเภทนี้มักมีเหตุที่ไม่ถูกรายงาน โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นคนใกล้ชิด เด็กไม่สามารถขอความช่วยเหลือเอง หรือครอบครัวกังวลผลกระทบจากการแจ้งเจ้าหน้าที่
มาเลเซียขยายงานป้องกันผ่านโครงการ KASIH Kanak-Kanak โดยกระทรวงระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 จัดกิจกรรม 220 ครั้งในโรงเรียน 220 แห่ง มีเด็ก ผู้ปกครอง และครูเข้าร่วม 57,012 คน หากนับตั้งแต่ปี 2566 โครงการเข้าถึงโรงเรียน 1,244 แห่งและศูนย์กิจกรรมเด็ก 74 แห่ง รวมผู้เข้าร่วมมากกว่า 270,000 คน เป้าหมายสำคัญคือให้เด็กและผู้ใหญ่รอบตัวรู้จักสัญญาณอันตรายและช่องทางขอความช่วยเหลือ
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปมีอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง ข้อมูลครึ่งปีหลังจะแสดงแนวโน้มต่อเนื่องหรือไม่ สอง หน่วยงานจะเปิดเผยรายละเอียดประเภทเหตุ อายุ เพศ พื้นที่ และความสัมพันธ์กับผู้กระทำในรูปแบบที่คุ้มครองตัวตนเด็กได้มากเพียงใด และสาม จำนวนการช่วยเหลือ การสอบสวน และผลคดีในศาลจะเชื่อมโยงกันอย่างไรโดยไม่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดจากตัวเลขคนละระบบ
KPWKM ขอให้ประชาชนแจ้งเหตุสงสัยว่ามีการละเลยหรือทำร้ายเด็กผ่านสายด่วน Talian Kasih หมายเลข 15999 ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง หรือ WhatsApp 019-2615999 การแจ้งเร็วมีความสำคัญต่อการเข้าช่วยเหลือ แต่ผู้แจ้งควรส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงและหลีกเลี่ยงเผยแพร่ชื่อ ภาพ หรือรายละเอียดที่อาจทำให้ระบุตัวเด็กได้บนสื่อสังคมออนไลน์



