มาเลเซียกำลังทดสอบทางสายกลางระหว่าง “ห้ามส่งออกวัตถุดิบ” กับ “เปิดทางให้วิจัยเทคโนโลยี” หลังมีรายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ว่า บริษัท DTEC Mineral and Metal Technology ได้รับอนุญาตให้ส่งคาร์บอเนตแร่หายากจากรัฐเปรักไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อการวิจัย ภายใต้กติกาส่งออกแบบมีเงื่อนไขที่เพิ่งผ่อนคลายในเดือนนี้

[Reuters](https://www.reuters.com/world/asia-pacific/dtec-granted-permit-ship-raw-rare-earths-malaysia-us-research-ceo-says-2026-10-27/) รายงานโดยอ้างมิลาน เพอร์ลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทว่า ใบอนุญาตครอบคลุมปริมาณสูงสุด 700 เมตริกตัน และคาดว่าจะเริ่มส่งล็อตแรกประมาณ 30 ตันในช่วงสุดสัปดาห์ วัสดุจะถูกส่งให้บริษัทและสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ทดสอบเทคโนโลยีแยกและถลุงแร่จากแหล่งดินเหนียวดูดซับไอออนของมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อมูลสองชั้นออกจากกันให้ชัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียยืนยันก่อนหน้านี้ว่า กรมแร่และธรณีวิทยาอนุญาตคำขอส่งออกเพื่อการวิจัยและพัฒนาหนึ่งรายการจริง แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ได้รับอนุญาต ปริมาณ หรือปลายทางต่อสาธารณะ ขณะที่รายละเอียด 700 ตัน ชื่อบริษัท และแผนส่งล็อตแรกมาจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัทกับ Reuters โดยกระทรวงไม่ได้ตอบคำขอความเห็นของสำนักข่าวในรายงานล่าสุด

## จากคำสั่งห้ามสู่ข้อยกเว้นแบบมีเงื่อนไข

มาเลเซียเริ่มพักการส่งออกแร่หายากดิบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 โดยมีเป้าหมายไม่ให้ประเทศกลับไปเป็นเพียงผู้ขุดและขายวัตถุดิบราคาต่ำ รัฐบาลต้องการสร้างกิจกรรมแปรรูปขั้นกลางและปลายน้ำภายในประเทศ เพื่อเก็บมูลค่าเพิ่ม ความรู้ และตำแหน่งงานไว้ในมาเลเซีย

ในเดือนตุลาคม 2569 กระทรวงได้เผยแพร่ [แนวทางพิจารณาคำขอส่งออกแร่หายากดิบ](https://www.nres.gov.my/en-my/medialibrary/Pages/MinistryPublication.aspx) สำหรับสองวัตถุประสงค์ คือ การวิจัยและพัฒนา หรือการนำไปแปรรูปเพื่อช่วยสร้างห่วงโซ่มูลค่าในประเทศ นั่นหมายความว่ากติกาใหม่ไม่ใช่การยกเลิกข้อห้ามทั้งหมด แต่เป็นช่องทางอนุญาตเฉพาะกรณีตามเงื่อนไข

รายงานของ [Free Malaysia Today](https://www.freemalaysiatoday.com/category/highlight/2026/10/22/malaysia-allows-first-export-of-raw-rare-earths-under-new-rules) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ระบุโดยอ้างคำตอบของกระทรวงว่า มีคำขอเพื่อการวิจัยและพัฒนาได้รับอนุญาตหนึ่งรายการ นับเป็นการใช้งานกรอบใหม่จริงครั้งแรกที่สาธารณะรับรู้

## ทำไมข่าวนี้จึงสำคัญ

แร่หายากเป็นวัตถุดิบสำคัญของมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีขั้นสูงหลายชนิด จุดคอขวดไม่ได้อยู่แค่การมีแหล่งแร่ แต่คือความสามารถในการแยกและทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ และต้องควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

รัฐบาลมาเลเซียประเมินว่าประเทศมีทรัพยากรแร่หายากราว 16.1 ล้านเมตริกตัน แต่ยังขาดขีดความสามารถด้านการทำเหมืองและแปรรูปบางส่วน การส่งตัวอย่างไปทดสอบจึงถูกวางกรอบว่าเป็นเครื่องมือเรียนรู้เทคโนโลยีและดึงการลงทุน ไม่ใช่การเปิดประตูส่งแร่ดิบออกไม่จำกัด

ความเคลื่อนไหวนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ซึ่งครองบทบาทสูงในการแปรรูปแร่หายาก DTEC ระบุว่าต้องการสร้างโรงงานแปรรูปในมาเลเซียภายในสามปี และกล่าวว่าได้รับหนังสือแสดงความสนใจเบื้องต้นจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐฯ สำหรับเงินทุนที่อาจสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์ แต่ Reuters ระบุว่าธนาคารและสถานทูตสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตอบคำขอความเห็น ดังนั้นตัวเลขเงินทุนนี้ยังไม่ใช่การอนุมัติสินเชื่อขั้นสุดท้าย

## สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

คำถามแรกคือ ปริมาณที่ส่งออกจริงจะเท่าใดและออกเมื่อใด เพราะข้อมูลเรื่องล็อตแรกยังมาจากบริษัท คำถามต่อมาคือ ผลการทดสอบจะถูกถ่ายทอดกลับมาสร้างเทคโนโลยี บุคลากร และโรงงานในมาเลเซียอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขที่รัฐใช้รับประกันว่าการอนุญาตวิจัยจะไม่กลายเป็นช่องทางส่งออกวัตถุดิบในเชิงพาณิชย์

อีกด้านที่ต้องติดตามคือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองดินเหนียวดูดซับไอออนและการแยกแร่ต้องจัดการน้ำ สารเคมี ของเสีย และพื้นที่ป่าอย่างรอบคอบ มาเลเซียมีประวัติการถกเถียงเรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมแร่หายากมายาวนาน ความเชื่อมั่นของชุมชนจึงขึ้นอยู่กับการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการบังคับใช้เงื่อนไข ไม่ใช่เพียงคำมั่นว่าจะได้เทคโนโลยีใหม่

สำหรับตลาดโลก การส่งล็อตทดลอง 30 ตันยังเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนดุลอุปทาน แต่มีความหมายเชิงนโยบาย เพราะเป็นบททดสอบว่ามาเลเซียจะใช้ข้อยกเว้นด้านวิจัยเพื่อสร้างอุตสาหกรรมในประเทศได้จริง หรือจะเผชิญแรงกดดันให้ส่งวัตถุดิบออกมากขึ้น จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่เพียงเรือออกจากท่า แต่คือเทคโนโลยี โรงงาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมูลค่าเพิ่มที่กลับมาอยู่ในประเทศ