ป่าชายเลนเกิ่นเส่อ ทางตอนใต้ของนครโฮจิมินห์ กำลังกลายเป็นจุดถกเถียงใหม่เรื่องสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการป้องกันภัยธรรมชาติ เมื่อโครงการเมืองชายฝั่ง ท่าเรือน้ำลึก ถนน สะพาน และรถไฟฟ้าหลายโครงการเดินหน้าพร้อมกันรอบพื้นที่ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวกันชนตามธรรมชาติของเมืองใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

รายงานของ Associated Press เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าการถมทะเลและโครงสร้างคมนาคมอาจเปลี่ยนการไหลของน้ำจืดและน้ำเค็มซึ่งหล่อเลี้ยงป่าชายเลน รวมถึงเพิ่มแรงกดดันจากมลพิษ การกัดเซาะ และกิจกรรมทางเรือ หากการเชื่อมต่อระหว่างทางน้ำถูกตัดขาด ต้นโกงกางและระบบนิเวศปากแม่น้ำอาจอ่อนแอลง แม้ตัวโครงการไม่ได้รุกเข้าไปในพื้นที่แกนกลางที่ได้รับการคุ้มครองโดยตรงก็ตาม

เกิ่นเส่อไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวของนครโฮจิมินห์ UNESCO ระบุว่า ระบบนิเวศแห่งนี้ทำหน้าที่เสมือน “ปอดสีเขียว” ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษ พร้อมเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตชายฝั่ง รากป่าชายเลนยังช่วยยึดตะกอน ลดพลังคลื่น และบรรเทาความเสียหายจากพายุและน้ำท่วม เมืองที่มีประชากรราว 10 ล้านคนจึงได้รับประโยชน์จากแนวป้องกันธรรมชาติที่อยู่หน้าชายฝั่ง

ความสำคัญของพื้นที่ยิ่งชัดเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ป่าชายเลนเกิ่นเส่อเสียหายหนักจากสารเคมีในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะได้รับการปลูกฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 และได้รับการรับรองเป็นเขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของเวียดนามในปี 2543 ความสำเร็จนี้ทำให้เกิ่นเส่อเป็นตัวอย่างระดับโลกของการฟื้นระบบนิเวศชายฝั่งที่เคยเกือบสูญสิ้น

อีกด้านหนึ่ง นครโฮจิมินห์ต้องการเปิดประตูเศรษฐกิจสู่ทะเล แผนพัฒนาประกอบด้วยเมืองชายฝั่งบนพื้นที่ถมทะเลขนาด 2,870 เฮกตาร์ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ โครงข่ายถนน รถไฟฟ้า และทางข้ามทะเลระยะทาง 14 กิโลเมตรไปยังเมืองท่าหวุงเต่า ทางการมองว่าโครงการเหล่านี้จะเพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยว ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนคาดหวังโอกาสงานและรายได้ใหม่

ข้อถกเถียงจึงไม่ได้มีคำตอบง่าย ชาวประมงบางรายบอก AP ว่างานก่อสร้างและแนวกั้นพื้นที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ คุณภาพน้ำ และพื้นที่ทำกิน ขณะที่ครอบครัวอื่นเห็นโอกาสจากงานก่อสร้างและบริการใหม่ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าผลกระทบอาจไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการสะสมของถนน เขื่อน คันกั้นน้ำ เมืองใหม่ และท่าเรือที่เปลี่ยนการไหลเวียนของระบบนิเวศเดียวกัน

ทางการเวียดนามย้ำว่าโครงการเมืองชายฝั่งอยู่นอกพื้นที่แกนกลางซึ่งได้รับการคุ้มครองเข้มงวด และเคยระบุว่าโครงการปฏิบัติตามกฎหมายเวียดนามกับหลักเกณฑ์ของ UNESCO อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน ทางการนครโฮจิมินห์ขออนุมัติเคลียร์ป่าชายเลน 4.57 เฮกตาร์ในเขตกันชนเพื่อสร้างทางรถไฟฟ้า ตามรายงานของสื่อรัฐ UNESCO แจ้ง AP ว่ากำลังติดตามสถานการณ์และทำงานกับรัฐบาลเวียดนามและผู้เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ตอบว่ามีการทบทวนโครงการนี้โดยตรงแล้วหรือไม่

เหตุผลที่ข่าวนี้กำลังเป็นที่สนใจคือเกิ่นเส่อสะท้อนโจทย์ของเมืองชายฝั่งทั่วเอเชีย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสร้างงานและความสามารถแข่งขัน แต่ป่าชายเลนมีคุณค่าที่ไม่ปรากฏในราคาที่ดิน ทั้งการลดความเสี่ยงน้ำท่วม การเก็บคาร์บอน การอนุบาลสัตว์น้ำ และการค้ำจุนวิถีชาวประมง หากสูญเสียบริการเหล่านี้ ค่าใช้จ่ายในการสร้างกำแพงทะเล ระบบระบายน้ำ และการฟื้นฟูความเสียหายในอนาคตอาจสูงกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือผลการประเมินสิ่งแวดล้อมแบบสะสม ไม่ใช่แยกดูเป็นรายโครงการ การคงทางน้ำที่เชื่อมป่ากับทะเล คุณภาพน้ำ การชดเชยชุมชน และมาตรการป้องกันพื้นที่กันชน อีกประเด็นคือการเปิดเผยข้อมูลติดตามก่อนและหลังการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนและนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้ว่าคำมั่นเรื่องการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์เกิดขึ้นจริงหรือไม่

เกิ่นเส่อจึงไม่ได้อยู่ระหว่างทางเลือกว่าจะ “พัฒนา” หรือ “ไม่พัฒนา” เพียงสองทาง แต่เป็นบททดสอบว่าเวียดนามจะออกแบบเมือง ท่าเรือ และระบบขนส่งโดยไม่ทำลายกลไกธรรมชาติที่ปกป้องมหานครของตนเองได้เพียงใด

แหล่งข้อมูล: [Associated Press](https://apnews.com/article/a9a5ba6a2684c5bb73ea62803d05dec0), [UNESCO – Can Gio Mangrove Biosphere Reserve](https://www.unesco.org/en/mab/can-gio-mangrove) และ [UNDP Vietnam](https://www.undp.org/vietnam/stories/mangroves-lifeline-viet-nams-coasts-stewards-climate-biodiversity-and-communities)