เวียดนามและโปแลนด์ประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่กรุงฮานอยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 หลังนายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง ของเวียดนามหารือกับนายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ ของโปแลนด์ ทั้งสองฝ่ายรับรองแถลงการณ์ร่วมและแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงปี 2569–2573 ซึ่งเปลี่ยนคำประกาศทางการทูตให้มีกรอบติดตามงานชัดเจนขึ้น
การยกระดับครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของผู้นำโปแลนด์ระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม และเป็นการกลับมาเยือนเวียดนามของทัสก์ในรอบ 16 ปี ความสัมพันธ์ของสองประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี 2493 หรือยาวนาน 76 ปีในปีนี้ จึงมีทั้งรากทางประวัติศาสตร์และโจทย์ใหม่ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง
## เป้าหมายการค้า 6 พันล้านดอลลาร์
ประเด็นที่จับต้องได้ที่สุดคือเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายเป็น 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากข้อมูลของรัฐบาลเวียดนาม การค้าระหว่างกันในปี 2568 อยู่ที่ 3.94 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14.8% จากปีก่อน ขณะที่ข้อมูลที่รายงานระหว่างการเยือนระบุว่า เจ็ดเดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าทะลุ 2.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบรายปี
ทั้งสองประเทศต้องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป–เวียดนาม หรือ EVFTA ให้มากขึ้น แนวคิดคือให้โปแลนด์เป็นประตูของสินค้าเวียดนามเข้าสู่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ขณะที่เวียดนามจะช่วยเชื่อมธุรกิจโปแลนด์กับตลาดอาเซียน อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายจะขึ้นอยู่กับการลดอุปสรรคทางการค้า การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการทำให้การค้าสมดุลขึ้น ไม่ใช่เพียงการตั้งตัวเลขปลายทาง
เวียดนามยังเสนอให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้แก้ปัญหาเชิงปฏิบัติที่ภาคธุรกิจพบ ขณะเดียวกันโปแลนด์ต้องการเงื่อนไขที่ดีขึ้นสำหรับบริษัทในสาขาเภสัชกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่เวียดนาม
## เทคโนโลยีใหม่ขึ้นเป็นเสาหลัก
กรอบความร่วมมือไม่ได้จำกัดอยู่ที่การค้า ทั้งสองฝ่ายระบุสาขาเป้าหมาย เช่น การเปลี่ยนผ่านสีเขียว พลังงานหมุนเวียน เกษตรเทคโนโลยีสูง เทคโนโลยีอวกาศ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และความมั่นคงไซเบอร์ พร้อมผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เป็นเสาหลักใหม่
สาขาที่โปแลนด์มีความเชี่ยวชาญและเวียดนามสนใจครอบคลุมธรณีวิทยา การสกัดแร่ยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระบบเตือนภัยพิบัติ และการอนุรักษ์มรดก นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือด้านอุดมศึกษาและการวิจัย ตลอดจนด้านการท่องเที่ยว
มิติการศึกษาเป็นทุนเดิมที่สำคัญ รัฐบาลเวียดนามระบุว่าโปแลนด์เคยช่วยฝึกอบรมนักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์เวียดนามมากกว่า 4,000 คน รวมทั้งแรงงานฝีมือราว 3,500 คน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมถ่านหินและต่อเรือ ปัจจุบันมีชาวเวียดนามอาศัยและทำงานในโปแลนด์ประมาณ 25,000 คน เครือข่ายคนเหล่านี้ทำให้ความร่วมมือไม่ได้เริ่มจากศูนย์
## ทำไมข่าวนี้กำลังเป็นที่สนใจ
สำหรับเวียดนาม การมีหุ้นส่วนในยุโรปกลางเพิ่มขึ้นช่วยกระจายตลาดและแหล่งเทคโนโลยี ขณะที่โปแลนด์มองเวียดนามเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนหลักของเอเชียและเป็นจุดเชื่อมสู่ ASEAN ช่วงเวลานี้จึงเหมาะกับการยกระดับ เพราะทั้งสองเศรษฐกิจต้องการหาตลาดใหม่ ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และแข่งขันในอุตสาหกรรมสีเขียวกับดิจิทัล
ด้านการเดินทาง ทั้งสองฝ่ายต้อนรับแผนของ LOT Polish Airlines ที่จะกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงวอร์ซอ–ฮานอย โดยตั้งเป้าเบื้องต้นในไตรมาสแรกของปี 2570 หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยทั้งการท่องเที่ยว ธุรกิจ และการเชื่อมชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป แต่ยังต้องติดตามตารางบินและการเปิดขายอย่างเป็นทางการจากสายการบิน
## สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
คำว่า “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” จะมีน้ำหนักเพียงใดต้องดูผลของแผนปฏิบัติการปี 2569–2573 ได้แก่ การตั้งกลไกเศรษฐกิจร่วม การลดอุปสรรคตลาด โครงการวิจัยที่เริ่มได้จริง และความคืบหน้าของเที่ยวบินตรง อีกประเด็นคือการพิจารณาขยายการยกเว้นวีซ่าให้ชาวโปแลนด์ และคำขอให้โปแลนด์พิจารณายกเว้นวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการของเวียดนาม
ข้อตกลงวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่าบทสรุป เป้าหมาย 6 พันล้านดอลลาร์ เที่ยวบินตรง และโครงการเทคโนโลยีเป็นตัวชี้วัดที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้ติดตามได้ว่า ความสัมพันธ์ระดับยุทธศาสตร์จะเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์จริงเร็วเพียงใด



