การเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8–11 พฤศจิกายน 2026 เป็นอีกจังหวะสำคัญที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์เวียดนาม–ญี่ปุ่นกำลังขยับจากกรอบการค้าและการลงทุนแบบเดิม ไปสู่โจทย์ที่กว้างขึ้นทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีขั้นสูง การเปลี่ยนผ่านสีเขียว และการพัฒนาคน

[กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น](https://www.mofa.go.jp/s_sa/sea1/vn/pageite_000001_00008.html) ระบุว่า โต เลิมและภริยาจะเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 11 พฤศจิกายน โดยมีกำหนดเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ร่วมงานเลี้ยงพระราชทาน และพบหารือกับนายกรัฐมนตรีทากาอิจิ ซานาเอะ กระทรวงฯ มองว่าการเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในเอเชียและโลก”

### ทำไมข่าวนี้จึงอยู่ในกระแส

เหตุผลแรกคือ นี่เป็นการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโต เลิมในตำแหน่งปัจจุบัน และเป็นการเยือนของผู้นำสูงสุดเวียดนามที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งสองประเทศกำลังเร่งเชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีได้รับการยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ทำให้วาระปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยอดส่งออกหรือโรงงานใหม่ แต่รวมถึงความสามารถในการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกด้วย

ข้อมูลจาก[รัฐบาลเวียดนาม](https://en.baochinhphu.vn/to-lam-to-pay-official-visit-to-japan-11126110516034432.htm) ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2026 ญี่ปุ่นมีโครงการลงทุนในเวียดนามราว 5,800 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 80.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในอันดับสามของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่มูลค่าการค้าสองฝ่ายในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ 33.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมการหารือรอบนี้จึงมีน้ำหนักต่อภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ

อีกด้านหนึ่งคือมิติแรงงานและบุคลากร รัฐบาลเวียดนามประเมินว่ามีชาวเวียดนามอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมากกว่า 520,000 คน และมีวิศวกรไอทีชาวเวียดนามทำงานในญี่ปุ่นราว 7,000 คน เครือข่ายคนทำงาน นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นฐานความร่วมมือที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการทูต

### ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องการผลักดัน

[คำชี้แจงของรัฐบาลเวียดนามก่อนการเยือน](https://en.baochinhphu.vn/three-key-strategic-aspects-of-to-lams-upcoming-official-visit-to-japan-111261107085950589.htm) แบ่งความหมายเชิงยุทธศาสตร์ออกเป็นสามส่วน ได้แก่ การกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะยาว การเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้ลึกกว่าเดิมด้วยแนวคิดร่วมสร้างและเพิ่มความยืดหยุ่น และการสร้างแรงส่งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สาขาที่ถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนประกอบด้วยเทคโนโลยียุทธศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสีเขียว พลังงาน และการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง ญี่ปุ่นมีจุดแข็งด้านทุน เทคโนโลยี การผลิต และประสบการณ์บริหาร ขณะที่เวียดนามมีตลาดที่เติบโต แรงงานอายุน้อย และความต้องการยกระดับอุตสาหกรรม หากแผนงานถูกแปลงเป็นโครงการจริง ความร่วมมืออาจช่วยให้เวียดนามเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ลึกขึ้น และเปิดพื้นที่ใหม่แก่บริษัทญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กำหนดการที่เวียดนามเปิดเผยยังรวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์เชิงนโยบายต่อรัฐสภาญี่ปุ่น การพบประธานสภาทั้งสองแห่ง การเยือนจังหวัดคานางาวะ การพบองค์กรเศรษฐกิจและบริษัทขนาดใหญ่ ตลอดจนการเข้าร่วมเวทีภาครัฐ–เอกชนด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ก่อนมีแถลงการณ์หรือเอกสารที่ลงนามจริง ควรแยก “เป้าหมายที่ประกาศไว้” ออกจาก “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว” อย่างชัดเจน

### สิ่งที่ต้องจับตา

ประเด็นแรกคือ ทั้งสองฝ่ายจะประกาศโครงการหรือกรอบความร่วมมือที่มีรายละเอียดเพียงใด โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ประเด็นที่สองคือกลไกพัฒนาทักษะและการเคลื่อนย้ายบุคลากร เพราะจำนวนชาวเวียดนามในญี่ปุ่นทำให้เรื่องนี้กระทบชีวิตคนจำนวนมากโดยตรง ส่วนประเด็นที่สามคือถ้อยคำด้านความมั่นคงและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจบอกทิศทางว่าทั้งสองประเทศจะบริหารความเสี่ยงจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของการค้าโลกอย่างไร

การเยือนเพิ่งเริ่มต้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ดังนั้นสาระสำคัญที่สุดจะอยู่ที่แถลงการณ์ร่วม รายการข้อตกลง และโครงการที่ประกาศหลังการหารือ มากกว่าภาพพิธีการ หากมีรายละเอียดเรื่องงบประมาณ กรอบเวลา หน่วยงานรับผิดชอบ หรือเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ นั่นจึงจะเป็นสัญญาณว่าความร่วมมือรอบนี้ขยับจากเจตนารมณ์ไปสู่การลงมือจริง